กรุณารอสักครู่

ปรัชญาการลงทุนของ William Ackman และกองทุน Pershing Square Capital Management เปรียบเสมือนวิวัฒนาการขั้นสูงของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) สมัยใหม่ แม้จะมีรากฐานมาจากการวิเคราะห์หลักทรัพย์แบบดั้งเดิมของ Benjamin Graham และ Warren Buffett แต่อาจารย์ Ackman ได้เพิ่มองค์ประกอบที่เปี่ยมด้วยพลังเข้าไป นั่นคือ "การลงทุนแบบเน้นรุก" (Activism)
บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าผลตอบแทนที่ชนะตลาดในระยะยาวของ Ackman ไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นที่โชคช่วย แต่เกิดจากการปฏิบัติตาม "Checklist 9 ข้อ" อย่างเคร่งครัด เพื่อคัดกรอง "คุณภาพของธุรกิจ" ผสมผสานกับความกล้าที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์เมื่อคุณภาพนั้นถูกบดบังด้วยการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์ของ Ackman โดดเด่นด้วยการถือครองหุ้นแบบกระจุกตัว (Concentrated Portfolio) อย่างยิ่ง โดยมักถือเพียง 8 ถึง 12 ตัวเท่านั้น 1 ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด การถือหุ้นตัวเดียวในสัดส่วน 15-20% ของพอร์ต ทำให้ต้นทุนของความล้มเหลวนั้นสูงลิ่ว ดังนั้น "Pershing Square Protocol" จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างกำไร แต่เป็นระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มข้นที่สุด
Blog Post นี้จะพาคุณไปชำแหละกฎ 9 ข้อที่กำหนดทิศทางเงินทุนของ Pershing Square ผ่านกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามอย่าง Canadian Pacific Railway และ Chipotle Mexican Grill รวมถึงบทเรียนราคาแพงจาก Valeant Pharmaceuticals และ Herbalife เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม Ackman ถึงพยายามเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักลงทุนสายบุก มาเป็นเจ้าของกิจการที่เน้น "การเติบโตแบบยั่งยืน" ในยุคปัจจุบัน 2
รากฐานของกลยุทธ์ Pershing Square คือรายการตรวจสอบ (Checklist) คุณลักษณะของธุรกิจ Ackman เคยกล่าวไว้ว่า หากธุรกิจใดไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ ก็ถือว่า "ลงทุนไม่ได้" ไม่ว่าผลตอบแทนคาดหวังจะสูงเพียงใด แม้สื่อมักจะอ้างถึง "บัญญัติ 8 ประการ" แต่จากการวิเคราะห์เชิงลึก เราพบว่ามี หลักการที่ 9 ซึ่งว่าด้วยเรื่อง Valuation (การประเมินมูลค่า) และความไม่สมมาตร (Asymmetry) ที่เป็นตัวเชื่อมกลยุทธ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ด่านแรกและสำคัญที่สุดคือ ความเรียบง่าย โมเดลธุรกิจต้องเข้าใจง่าย โปร่งใส และที่สำคัญคือ "คาดการณ์ได้" ในระยะยาว 4
ทำไมต้องคาดการณ์ได้?
ในการทำแบบจำลองกระแสเงินสดคิดลด (DCF) คุณต้องสามารถพยากรณ์กระแสเงินสดล่วงหน้าได้เป็นสิบปี Ackman หลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็ว หรือวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน เพราะหากตัวแปรในโมเดลเป็นการคาดเดา ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการพนัน ไม่ใช่การลงทุน 4
บทเรียนจาก Netflix
กฎนี้เห็นได้ชัดจากการที่ Ackman ตัดขายหุ้น Netflix ทิ้งในปี 2022 ภายในเวลาเพียง 3 เดือนและยอมขาดทุนกว่า 400 ล้านดอลลาร์ เขาให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ (มีโฆษณา, ห้ามแชร์รหัสผ่าน) ทำให้ "ความสามารถในการคาดการณ์" หายไป แม้บริษัทจะยังคงเป็นผู้นำ แต่เมื่อประเมินอนาคตไม่ได้แม่นยำ ก็ต้องขายทิ้ง 6

Ackman ต้องการบริษัทที่ผลิต "เงินสด" ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรทางบัญชี Free Cash Flow (FCF) คือความจริงของธุรกิจ คือเงินที่เหลือจริงๆ เพื่อคืนให้ผู้ถือหุ้นหรือลงทุนต่อ 8
เขาหลีกเลี่ยงธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง (Capital Intensive) เพื่อรักษาสภาพเดิม แต่ชอบธุรกิจแบบ "Capital-light" เช่น แฟรนไชส์ หรือธุรกิจค่าลิขสิทธิ์อย่าง Universal Music Group (UMG) ที่รายได้ส่วนเพิ่มแทบจะเป็นกำไรล้วนๆ 10 นอกจากนี้ FCF ยังเป็นเกราะป้องกันในยามวิกฤต บริษัทที่ปั๊มเงินสดได้เองจะไม่ต้องง้อตลาดทุนเมื่อดอกเบี้ยขาขึ้น
Pershing Square มองหาบริษัทที่เป็นเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ที่แข็งแกร่งในตลาด หรือมีลักษณะผูกขาด (Oligopoly) 4
อำนาจการกำหนดราคา (Pricing Power)
การเป็นเจ้าตลาดทำให้มีอำนาจในการขึ้นราคา ซึ่งเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อชั้นดี ตัวอย่างเช่น UMG ซึ่งครองส่วนแบ่งลิขสิทธิ์เพลงกว่า 1 ใน 3 ของโลก แพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Apple Music ขาด UMG ไม่ได้ ทำให้ UMG มีอำนาจต่อรองมหาศาล 12
ต้องมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่คู่แข่งไม่สามารถเจาะเข้ามาได้ 4
ผูกขาดทางภูมิศาสตร์: เช่น รางรถไฟของ Canadian Pacific ที่ไม่มีใครสามารถสร้างรางรถไฟใหม่มาแข่งได้ในยุคนี้
ทรัพย์สินทางปัญญา: ลิขสิทธิ์เพลงของ UMG ที่กินยาวนานหลายทศวรรษ
แบรนด์และสเกล: เช่น Chipotle ที่แม้ใครก็ขายเบอร์ริโตได้ แต่ยากที่จะทำ "Food with Integrity" ในสเกลใหญ่และราคาเท่านี้

ธุรกิจต้องสามารถนำกำไรไปลงทุนต่อได้ด้วยผลตอบแทนที่สูง 4 Ackman ชื่นชอบโมเดลธุรกิจแบบแฟรนไชส์ (เช่น Restaurant Brands International) เพราะบริษัทแม่ใช้เงินทุนน้อยมากในการขยายสาขา (ผู้ซื้อแฟรนไชส์เป็นคนจ่าย) ทำให้ ROIC ของบริษัทแม่สูงจนเกือบจะเป็นอนันต์
ชะตากรรมของบริษัทต้องอยู่ในมือของผู้บริหาร ไม่ใช่ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ 4
กฎนี้ทำให้เขาเลี่ยงหุ้นพลังงานหรือเหมืองแร่ที่ขึ้นกับราคาสินค้าโลก และเป็นบทเรียนสำคัญจากความล้มเหลวใน Herbalife และ Valeant ที่ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ "กฎระเบียบภาครัฐ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
บริษัทต้องไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดทุนเพื่อความอยู่รอด หนี้สินต้องต่ำ 4 เพื่อให้สามารถผ่านพายุวิกฤตเศรษฐกิจได้โดยไม่ล้มละลาย และสามารถรุกฆาตคู่แข่งได้ในวันที่คนอื่นกำลังเพลี่ยงพล้ำ
นี่คือตัวแปรสำคัญ หากบริษัทมีครบ 7 ข้อแรกแต่ขาดข้อนี้ Ackman จะมองเห็น "โอกาส" ในฐานะ Activist Investor 4
หากผู้บริหารแย่แต่ธุรกิจดี เขาจะเข้าไปเปลี่ยนผู้บริหาร (เช่นที่ Canadian Pacific และ Chipotle) แต่ถ้าธุรกิจดีและผู้บริหารดีอยู่แล้ว (เช่น Hilton) เขาก็จะถือเฉยๆ

นี่คือกฎที่รวบยอดทุกอย่าง: ราคาที่เข้าซื้อต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก (ซื้อ 50 เซนต์ ในมูลค่า 1 ดอลลาร์) และความเสี่ยงขาลงต้องจำกัด แต่ขาขึ้นเปิดกว้าง 4
Ackman ต่างจาก Buffett ตรงที่เขาไม่รอให้บริษัทดีขึ้นเอง แต่เขาเข้าไป "ซ่อม" มัน กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ:
ในปี 2011 CP ผ่านเกณฑ์เกือบทุกข้อ (ผูกขาด, มี Moat) แต่สอบตกข้อ 8 (ผู้บริหาร) อย่างรุนแรง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Operating Ratio) สูงถึง 81.3% ซึ่งแย่ที่สุดในอุตสาหกรรม 15
การแทรกแซง: Ackman ทำ Proxy Fight เปลี่ยนบอร์ดและดึง Hunter Harrison มือหนึ่งวงการรถไฟมาบริหาร
ผลลัพธ์: Harrison นำระบบ Precision Scheduled Railroading (PSR) มาใช้ ลดตู้ขบวน เพิ่มความยาวรถไฟ และจัดตารางเวลาที่แม่นยำ ผลคือกำไรพุ่งกระฉูด และราคาหุ้น CP สร้างกำไรให้ Pershing Square ถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ 16
ในปี 2016 Chipotle เจอวิกฤต E. coli หุ้นร่วงหนัก แต่ Ackman เห็นว่าแบรนด์ยังแข็งแกร่ง (Moat) และงบดุลไร้หนี้ (Rule 7) เขาจึงเข้าซื้อและผลักดันให้เปลี่ยน CEO เป็น Brian Niccol ในปี 2018 17
กลยุทธ์: Niccol ปฏิวัติระบบดิจิทัล สร้าง "Chipotlanes" (Drive-thru สำหรับรับของที่สั่งออนไลน์) แยกไลน์การผลิตอาหารหน้าร้านและหลังร้าน ทำให้ยอดขายดิจิทัลพุ่งสูงเกือบ 40% ของรายได้ และดันราคาหุ้นจากหลักร้อยไปสู่หลักพัน 19
เส้นทางของ Ackman ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ช่วงปี 2015-2017 คือยุคมืดที่สอนให้เขาปรับปรุง Checklist ให้เข้มข้นขึ้น
Valeant Pharmaceuticals: Ackman ลงทุนเพราะคิดว่าเป็น Platform Company แบบ Berkshire แต่ความจริงคืองบการเงินซับซ้อนเกินไป (ผิดกฎข้อ 1) และพึ่งพาการขึ้นราคายาซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ (ผิดกฎข้อ 6) ความผิดพลาดนี้ทำให้เขาเสียเงินไปกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ และสอนให้เขาเลี่ยงบริษัทที่โตด้วยการซื้อกิจการ (Roll-ups) 13
Herbalife (Short): เขาเดิมพันว่าบริษัทนี้เป็นแชร์ลูกโซ่ (มูลค่าเป็นศูนย์) แต่ลืมไปว่า "ความเสี่ยงขาลงของการ Short คืออนันต์" และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐ (FTC) ว่าจะสั่งปิดหรือไม่ (ผิดกฎข้อ 6 เรื่องความเสี่ยงภายนอก) สุดท้ายเขาต้องยอมแพ้และประกาศเลิกทำ Activist Short Selling ตลอดไป 22
หลังปี 2018 Ackman ปรับกลยุทธ์เป็น "Quiet Activism" เน้นคุยกับผู้บริหารเงียบๆ และถือหุ้นบริษัท Super-Compounder อย่าง Universal Music Group 10
ที่น่าสนใจคือการใช้ Macro Hedging เพื่อปิดจุดอ่อนข้อ 6 (ความเสี่ยงภายนอก)
The COVID Trade: ต้นปี 2020 เขาจ่ายค่าเบี้ยประกัน (CDS) 27 ล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเครดิต
ผลลัพธ์: เมื่อโควิดระบาด ตลาดพังทลาย แต่ประกันของเขาทำกำไร 2.6 พันล้านดอลลาร์ (ผลตอบแทน 100 เท่า!) เขาใช้เงินสดก้อนนี้มาช้อนซื้อหุ้นดีๆ ในพอร์ตตัวเองตอนราคาถูก นี่คือตัวอย่างสุดยอดของ Asymmetric Upside (กฎข้อ 9) 1
กฎข้อที่ 10 ที่ไม่ได้เขียนไว้คือ "Psychological Resilience" หรือความสามารถในการยืนหยัดในความเชื่อของตัวเองเมื่อคนทั้งตลาดมองว่าคุณผิด (Capacity to suffer) แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีวินัยที่จะ "ยอมรับผิด" ให้เร็วเมื่อพื้นฐานเปลี่ยน เช่น การขาย Netflix ทิ้งทันทีเมื่อรู้ว่าโมเดลธุรกิจไม่เหมือนเดิม 6
กฎ 9 ข้อของ Bill Ackman ไม่ใช่แค่คู่มือเลือกหุ้น แต่เป็นระบบคัดกรองความเปราะบางออกจากพอร์ตโฟลิโอ เมื่อคุณเลือกธุรกิจที่ เรียบง่าย, ผูกขาด, เงินสดล้นมือ และไม่มีหนี้ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือรอให้เวลาทำหน้าที่ทบต้นความมั่งคั่ง (Compounding)
สำหรับนักลงทุนรายย่อย บทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามไปเปลี่ยนแปลงผู้บริหารแบบ Ackman แต่คือการ "ปฏิเสธ" ที่จะลงทุนในธุรกิจที่ไม่ผ่าน Checklist เหล่านี้ เพราะการตัดสินใจที่ดีที่สุดในการลงทุน มักจะเป็นการตัดสินใจที่จะ ไม่ลงทุน ในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ นี่คือสรุปกฎทั้ง 9 ข้อในรูปแบบหัวข้อย่อย:
1. เรียบง่ายและคาดการณ์ได้ (Simple & Predictable):
เกณฑ์: เข้าใจง่าย กระแสเงินสดในอนาคตพยากรณ์ได้แม่นยำ ไม่ผันผวนตามเทคโนโลยี
ตัวอย่างที่ผ่าน: Chipotle (อาหาร), Hilton (โรงแรม)
ตัวอย่างที่ตก: Valeant (ยาที่ซับซ้อน), Netflix (โมเดลเปลี่ยน)
2. สร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow Generative):
เกณฑ์: มีเงินสดเหลือเยอะหลังหักงบลงทุน (CAPEX)
ตัวอย่างที่ผ่าน: Restaurant Brands Int. (Model แฟรนไชส์)
ตัวอย่างที่ตก: ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ต้องลงทุนหน้าร้านสูง
3. ครองตลาดอย่างโดดเด่น (Dominant Market Position):
เกณฑ์: เป็นผู้นำอันดับ 1 หรือ 2 มีอำนาจกำหนดราคา (Pricing Power)
ตัวอย่างที่ผ่าน: Universal Music Group (ครองลิขสิทธิ์เพลง 1 ใน 3 ของโลก)
4. มีปราการทางธุรกิจ (Large Barriers to Entry / Moat):
เกณฑ์: คู่แข่งเข้ามาทำแข่งได้ยากมาก หรือต้องใช้เงินมหาศาล
ตัวอย่างที่ผ่าน: Canadian Pacific Railway (ทางรถไฟข้ามทวีป)
5. ผลตอบแทนจากเงินลงทุนสูง (High Return on Capital - ROIC):
เกณฑ์: กำไรที่นำกลับไปลงทุนต่อสร้างผลตอบแทนได้สูง
ตัวอย่างที่ผ่าน: แฟรนไชส์ร้านอาหาร (ลงทุนน้อย กำไรส่งคืนแม่)
6. ความเสี่ยงภายนอกต่ำ (Limited Extrinsic Risk):
เกณฑ์: ควบคุมชะตาชีวิตตัวเองได้ ไม่ขึ้นกับราคาน้ำมันหรือดอกเบี้ย
ตัวอย่างที่ผ่าน: Lowe’s
ตัวอย่างที่ตก: Herbalife (เสี่ยงโดนรัฐสั่งปิด), หุ้นน้ำมัน
7. งบดุลแข็งแกร่ง (Strong Balance Sheet):
เกณฑ์: หนี้ต่ำ ไม่ต้องกู้เพิ่มเพื่อความอยู่รอด
ตัวอย่างที่ผ่าน: Google (Alphabet)
8. ผู้บริหารยอดเยี่ยมและธรรมาภิบาลดี (Excellent Management):
เกณฑ์: ผู้บริหารเก่งและมีแรงจูงใจสอดคล้องกับผู้ถือหุ้น (หรือถ้าไม่ดี ต้องเปลี่ยนได้)
ตัวอย่างที่ผ่าน: CP Rail (ยุค Hunter Harrison)
9. ผลตอบแทนที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Upside):
เกณฑ์: ราคาต่ำกว่ามูลค่ามาก (Discount to Value) ขาลงจำกัด ขาขึ้นกว้าง
ตัวอย่างที่ผ่าน: การ Hedge ช่วงโควิด-19 (กำไร 100 เท่า)
คำเตือนเนื้อหาในบทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำในการลงทุน หรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความคิดเห็นส่วนบุคคลและการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเท่านั้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินต้นได้ ผู้อ่านทุกท่านควรทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง (Do Your Own Research) และ/หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องหรือครบถ้วนของข้อมูล และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้

Admin