กรุณารอสักครู่

หากคุณเป็นนักลงทุนที่ติดตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือ Gig Economy คุณอาจจะเคยได้ยินคำปรามาสที่มีต่อ Instacart (CART) มาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาว่า "ธุรกิจส่งของจบแล้ว" หรือ "เดี๋ยวก็โดน DoorDash กินรวบ" แต่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ภายใต้การนำของ CEO คนใหม่ Chris Rogers ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สมมติฐานเหล่านั้นอาจจะผิดถนัด
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในไตรมาสนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้หรือกำไรที่เอาชนะคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ได้ แต่มันคือ "ไส้ใน" ของโครงสร้างรายได้และการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ (Strategic Pivot) ที่กำลังเปลี่ยน Instacart จากแค่ "แอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค" (B2C Marketplace) ให้กลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี" (B2B Enterprise Platform) ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
วันนี้เราจะมาแกะงบ Q3 2025 และวิเคราะห์เจาะลึกว่า ทำไมหุ้นตัวนี้ถึงอาจไม่ใช่หุ้นเติบโตหวือหวาแบบ 10 เด้ง (10-Bagger) แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" (Compounder) ที่น่าสะสมในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า
ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Numbers) ของไตรมาสนี้มีความแข็งแกร่งในแบบที่นักลงทุนสาย Value (VI) ชื่นชอบ:
Gross Transaction Value (GTV): 9.17 พันล้านดอลลาร์ (+10% YoY)
รายได้รวม (Revenue): 939 ล้านดอลลาร์ (+10% YoY)
Adjusted EBITDA: 278 ล้านดอลลาร์ (+22% YoY)
กำไรสุทธิ (GAAP Net Income): 144 ล้านดอลลาร์ (+22% YoY)
สังเกตเห็นอะไรไหมครับ? รายได้โต 10% แต่กำไรโต 22% นี่คือสัญลักษณ์ของบริษัทที่มี Operating Leverage สูงมาก หมายความว่าทุกๆ ดอลลาร์ที่ขายได้เพิ่มขึ้น จะไหลลงมาเป็นกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนคงที่ไม่ได้เพิ่มตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในธุรกิจแพลตฟอร์มส่งอาหารเจ้าอื่นๆ
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข GTV 9.17 พันล้านดอลลาร์นั้นสำคัญยิ่งกว่า จากการตรวจสอบเอกสาร 10-Q และคำอธิบายของฝ่ายบริหาร เราพบว่า GTV ของ Instacart ไม่ได้มาจากแค่คนกดสั่งผ่านแอป Instacart เท่านั้น แต่มันรวมถึง:
ยอดขายผ่านเว็บไซต์ของห้างค้าปลีกเอง (เช่น เว็บไซต์ของ Costco หรือ Sprouts) ที่ใช้ระบบหลังบ้านของ Instacart (Storefront Pro)
ยอดขายที่เกิดขึ้น "ภายในร้านค้าจริง" (In-store) ผ่านรถเข็นอัจฉริยะ Caper Carts
นี่คือจุดเปลี่ยนเกมที่ทำให้ Instacart แตกต่างจาก DoorDash อย่างสิ้นเชิง เพราะ Instacart กินรวบทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์
จากการวิเคราะห์เชิงลึก ผมได้คัดเลือก 5 ปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ ซึ่งบ่งบอกว่าบริษัทกำลังเดินมาถูกทาง:
ในขณะที่คู่แข่งยังต้องดิ้นรนกับอัตรากำไรที่บางเฉียบ Instacart สามารถรักษาระดับ Gross Margin ได้สูงถึง 75% ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับบริษัทขาย Software (SaaS) มากกว่าบริษัทขนส่ง สาเหตุเพราะรายได้ส่วนใหญ่ของ Instacart มาจากค่าธรรมเนียมเทคโนโลยีและค่าโฆษณา ไม่ใช่แค่ค่าส่งของ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ EBITDA และ Net Income เติบโตเร็วกว่ารายได้ถึง 2 เท่า (22% vs 10%) แสดงให้เห็นว่าบริษัทพ้นจุดคุ้มทุนและเข้าสู่โหมด "เก็บเกี่ยว" อย่างเต็มตัว
ผู้บริหารส่งสัญญาณความมั่นใจขั้นสุดด้วยการอนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนเพิ่มอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ (และเริ่มซื้อทันทีแบบ ASR 250 ล้านดอลลาร์) เมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัท (Market Cap) ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ วงเงินนี้คิดเป็นเกือบ 14% ของบริษัท การลดจำนวนหุ้นลงมหาศาลขนาดนี้จะช่วยดันกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้เติบโตได้แรงกว่าผลประกอบการจริง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของหุ้นกลุ่ม "Cannibal Compounder" ที่สร้างผลตอบแทนทบต้นได้ดีในระยะยาว
ไตรมาสนี้มีการยืนยันว่า Caper Carts ได้ถูกนำไปใช้ในเกือบ 100 เมือง ใน 15 รัฐ ทั่วสหรัฐฯ และกำลังขยายไป UK กับห้าง Morrisons สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลูกเล่น (Gimmick) แต่คือ "ม้าไม้เมืองทรอย" (Trojan Horse) เมื่อห้างฯ ติดตั้งแท่นชาร์จและเชื่อมต่อระบบ POS เข้ากับ Caper Carts แล้ว การจะเลิกใช้ Instacart แทบจะเป็นไปไม่ได้ (High Switching Cost) นอกจากนี้ ยอดขายที่เกิดบนรถเข็นนี้ยังถูกนับรวมใน GTV ของบริษัท และหน้าจอรถเข็นยังกลายเป็นพื้นที่โฆษณาใหม่ที่ทำเงินได้มหาศาล
ตัวเลข Total Orders เติบโต 14% ในขณะที่ GTV โต 10% แม้จะดูเหมือนว่ายอดต่อบิล (Basket Size) เล็กลง แต่นี่คือสัญญาณที่ดีมากในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ มันแปลว่าลูกค้าไม่ได้ใช้ Instacart แค่เพื่อ "ตุนของรายเดือน" อีกต่อไป แต่เริ่มใช้เพื่อ "ซื้อของสดรายสัปดาห์" หรือซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างสัปดาห์มากขึ้น การใช้งานที่ถี่ขึ้น (Frequency) คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดต่อการย้ายค่าย
การที่ Restaurant Depot (ผู้ค้าส่งวัตถุดิบร้านอาหาร) และเครือข่ายร้านชำอิสระจำนวนมากหันมาใช้ระบบ Storefront Pro ของ Instacart เพื่อสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เป็นการตอกย้ำว่า Instacart คือ "พันธมิตร" ไม่ใช่ "ศัตรู" ของร้านค้า (ต่างจาก Amazon) การกินรวบระบบหลังบ้านของร้านค้าเหล่านี้ทำให้ Instacart กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ขาดไม่ได้ของวงการ Grocery
แม้ภาพรวมจะดูดี แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ เราต้องมองหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เสมอ:
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด บริษัทให้แนวโน้ม (Guidance) ว่ารายได้โฆษณาในไตรมาส 4 จะโตเพียง 6-9% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยโตเลขสองหลัก ผู้บริหารอ้างว่าเป็นเพราะแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค (CPG) รายใหญ่ชะลอการใช้จ่ายจากความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาค หากเทรนด์นี้ลากยาวไปถึงปี 2026 จะกระทบต่อ Valuation อย่างหนัก เพราะโฆษณาคือกำไรเนื้อๆ ของบริษัท
ต้องยอมรับความจริงว่า DoorDash (DASH) กำลังเติบโตเร็วกว่ามาก ในไตรมาสล่าสุด DoorDash รายงานยอดขายรวม (Marketplace GOV) โตถึง 25% ในขณะที่ Instacart โต 10% แม้ Instacart จะยังครองตลาด "การซื้อของสดล็อตใหญ่" (Large Basket) แต่ DoorDash กำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ ผ่านความได้เปรียบด้านความเร็วและการส่งของชิ้นเล็ก หาก DoorDash เริ่มเจาะตลาด Large Basket ได้สำเร็จ ฐานที่มั่นของ Instacart อาจสั่นคลอน
ใน Guidance ไตรมาส 4 ผู้บริหารพูดถึง "แรงกดดันด้านต้นทุนแรงงาน" (Labor Cost Pressures) อย่างชัดเจน กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำสำหรับไรเดอร์ในนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และเมืองใหญ่อื่นๆ อาจบีบให้ Instacart ต้องขึ้นค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้บริโภค (Demand) ได้ในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาหุ้นที่จะเปลี่ยนเงิน 1 แสนให้เป็น 1 ล้านในเวลาสั้นๆ (High Growth/Moonshot) Instacart อาจไม่ใช่คำตอบของคุณ ในเวลานี้
แต่ถ้าคุณมองหาการลงทุนแบบ "Compounder" หรือหุ้นที่เติบโตแบบทบต้นอย่างมั่นคงในระยะ 3-5 ปี Instacart (CART) มีคุณสมบัติที่น่าสนใจมาก:
ราคาไม่แพง: เทรดที่ P/E ต่ำกว่า 20 เท่า (Forward Earnings)
มีป้อมปราการ: ผูกขาดระบบหลังบ้านของซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วอเมริกา
ผู้บริหารเขี้ยว: เน้นกำไรและกระแสเงินสดมากกว่าการเผาเงินสร้างยอดขาย
คืนกำไร: ซื้อหุ้นคืนอย่างหนักหน่วง
คำเตือนเนื้อหาในบทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำในการลงทุน หรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความคิดเห็นส่วนบุคคลและการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเท่านั้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินต้นได้ ผู้อ่านทุกท่านควรทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง (Do Your Own Research) และ/หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องหรือครบถ้วนของข้อมูล และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้

Admin