กรุณารอสักครู่

ในภูมิทัศน์ของเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Figure Technology Solutions, Inc. (สัญลักษณ์หลักทรัพย์: FIGR) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนและสินเชื่อที่อยู่อาศัย รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอวิทยานิพนธ์การลงทุน (Investment Thesis) สำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ศักยภาพของบริษัทในการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้ประสิทธิภาพที่ฝังรากลึกในระบบการเงินแบบดั้งเดิม ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐฯ ที่เอื้ออำนวยต่อผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีหลักประกัน (Asset-Backed Lending)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ Figure ในเดือนกันยายน 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุนของบริษัทสินเชื่อทั่วไป แต่เป็นการปักธงชัยของโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า "Blockchain-Native Capital Marketplace" หรือตลาดทุนที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญของวิทยานิพนธ์การลงทุนใน FIGR ไม่ได้อยู่ที่การเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง "ความได้เปรียบเชิงต้นทุนอย่างยั่งยืน" (Sustainable Cost Advantage) ที่คู่แข่งในระบบการเงินเก่าไม่สามารถเลียนแบบได้
การวิเคราะห์สถานะของ Figure Technology Solutions ณ สิ้นปี 2025 บ่งชี้ถึงปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่า (Value Drivers) ที่สำคัญ 4 ประการ:
การปฏิวัติโครงสร้างต้นทุน (Structural Cost Arbitrage): ในขณะที่อุตสาหกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ เผชิญกับต้นทุนการผลิตสินเชื่อ (Origination Cost) ที่สูงถึงกว่า 11,000 ดอลลาร์ต่อสัญญา ตามข้อมูลจากสมาคมธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) Figure สามารถลดต้นทุนดังกล่าวลงเหลือเพียงประมาณ 730 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถึง 15 เท่า ความได้เปรียบนี้เกิดจากการใช้ Provenance Blockchain และ Smart Contracts แทนที่กระบวนการเอกสารและคนกลาง ทำให้บริษัทมีอัตรากำไร (Margins) ในระดับบริษัทซอฟต์แวร์ (SaaS) แม้จะดำเนินธุรกิจในภาคการเงิน
ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (Counter-Cyclical Product Fit): ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยจำนองสหรัฐฯ ยังคงทรงตัวในระดับสูง (Higher-for-Longer) ที่ระดับ 6-7% เจ้าของบ้านจำนวนมากเกิดสภาวะ "Lock-in Effect" คือไม่ต้องการขายบ้านเพื่อซื้อใหม่เนื่องจากเสียดายอัตราดอกเบี้ยเดิมที่ต่ำ ส่งผลให้สินเชื่อ Home Equity Line of Credit (HELOC) กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นที่สุดในการดึงสภาพคล่องออกมาใช้จ่ายหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย Figure จึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดในการจับกระแสความต้องการนี้
การเติบโตที่มีคุณภาพ (Profitable Growth): แตกต่างจากบริษัท Fintech หลายแห่งที่เติบโตแต่ขาดทุน Figure รายงานกำไรสุทธิ 90 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปี 2025 เติบโตขึ้นถึง 227% เมื่อเทียบรายปี (YoY) พร้อมอัตรากำไร Adjusted EBITDA ที่ 55% ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันถึงความสามารถในการขยายธุรกิจ (Scalability) โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในสัดส่วนเดียวกัน (Operating Leverage)
นวัตกรรมเปลี่ยนโลก (Disruptive Optionality): นอกเหนือจากธุรกิจสินเชื่อ บริษัทกำลังสร้าง S-Curve ใหม่ผ่าน "Democratized Prime" และ "Blockchain Stock" ซึ่งเป็นการนำหลักทรัพย์เข้าสู่ระบบบล็อกเชนเพื่อสร้างตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่มีความปลอดภัยและต้นทุนต่ำ นี่คือโอกาสในการแย่งชิงส่วนแบ่งรายได้จากวาณิชธนกิจ (Investment Banks) และตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การลงทุนใน FIGR มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงระดับราคาหุ้น (Valuation) ที่ซื้อขายในระดับ P/E สูงกว่า 130 เท่า ซึ่งสะท้อนความคาดหวังการเติบโตที่สูงมาก หากบริษัทไม่สามารถส่งมอบผลประกอบการตามนัด ราคาหุ้นมีโอกาสปรับฐานรุนแรง

Figure Technology Solutions ไม่ใช่เพียงผู้ปล่อยกู้ แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการโซลูชันทางการเงิน โดยมีพันธกิจหลักในการ "ลดความซับซ้อนและต้นทุนในระบบการเงินผ่านบล็อกเชน"
บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดย Mike Cagney ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเป็นผู้ก่อตั้ง SoFi (Social Finance) หนึ่งใน Fintech ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม 2024 ก่อนการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทได้ดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือการปรับโครงสร้างองค์กร (Separation) โดยแยกธุรกิจออกเป็นสองส่วนหลักภายใต้ร่มเงาของ Figure Technologies Inc. (FT):
Figure Lending Corp. (Lending): รับผิดชอบด้านธุรกิจสินเชื่อและการพัฒนาเทคโนโลยี Loan Origination System (LOS) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้และกระแสเงินสดในปัจจุบัน
Figure Markets Holdings, Inc. (Markets): รับผิดชอบด้านนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การแลกเปลี่ยน และระบบนิเวศบล็อกเชน
การแยกโครงสร้างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในมุมมองของการบริหารความเสี่ยง มันช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Regulatory Risk) ไม่ให้กระทบต่อใบอนุญาตการปล่อยสินเชื่อและการดำเนินงานของธุรกิจหลัก (Ring-fencing strategy) ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในส่วนที่มีการเติบโตและกระแสเงินสดที่ชัดเจนผ่าน FIGR
ภายหลังการ IPO บริษัทใช้โครงสร้างหุ้นแบบ Dual Class Share ซึ่งเป็นเรื่องปกติในบริษัทเทคโนโลยีที่มีผู้ก่อตั้งเป็นผู้นำ (Founder-led companies)
Class A Common Stock: เป็นหุ้นที่เสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไป มีสิทธิออกเสียง 1 เสียงต่อหุ้น
Class B Common Stock: ถือโดยผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกลุ่มแรก มีสิทธิออกเสียง 10 เสียงต่อหุ้น
ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวน (S-1) ระบุว่า Michael Cagney และกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมถือครองหุ้น Class B จำนวนมาก ส่งผลให้พวกเขามีอำนาจในการโหวต (Voting Power) สูงถึง 69.2% ของบริษัท สถานะนี้ทำให้ FIGR จัดเป็น "Controlled Company" ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ซึ่งหมายความว่าบริษัทได้รับการยกเว้นข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ เช่น การไม่ต้องมีคณะกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก
มุมมองนักลงทุน: สำหรับนักลงทุนระยะยาว โครงสร้างนี้เป็นดาบสองคม ในด้านบวก มันช่วยให้ทีมผู้บริหารสามารถดำเนินกลยุทธ์ระยะยาวและตัดสินใจเรื่องนวัตกรรมที่ท้าทายได้โดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันระยะสั้นจากตลาด แต่ในด้านลบ มันลดอำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลของผู้ถือหุ้นรายย่อย ดังนั้น การลงทุนใน FIGR จึงเป็นการ "เดิมพันกับวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้ก่อตั้ง" (Bet on the Jockey) อย่างแท้จริง
โมเดลธุรกิจของ Figure ไม่ได้พึ่งพาผลิตภัณฑ์เดียว แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกัน (Synergistic Ecosystem) ประกอบด้วย 3 เสาหลัก:
Figure ใช้ระบบ Loan Origination System (LOS) ที่พัฒนาขึ้นเองบนบล็อกเชน ทำให้กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การยื่นใบสมัคร การตรวจสอบเครดิต การประเมินมูลค่าบ้าน (Automated Valuation Model - AVM) ไปจนถึงการโอนเงิน เป็นไปโดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์: สามารถลดระยะเวลาจาก "คลิกจนถึงรับเงิน" (Click-to-Cash) เหลือเพียง 5 วันในกรณีที่เร็วที่สุด และมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 10 วัน เทียบกับคู่แข่งที่ใช้เวลา 30-45 วัน
Figure Connect ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้กู้รายย่อย (Borrowers) และแหล่งเงินทุนสถาบัน (Capital Partners) โมเดลนี้เปลี่ยน Figure จากผู้ปล่อยกู้ที่ต้องใช้เงินทุนของตนเอง (Balance Sheet Lender) ไปเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (Platform Provider)
สินเชื่อที่ผลิตได้จะถูกขายให้กับนักลงทุนสถาบันผ่าน Figure Connect ทันที ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตและเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนเงินทุน (Capital Velocity)
นี่คือ "คูเมือง" (Moat) ที่สำคัญที่สุด ทุกสินทรัพย์ที่ผ่านระบบของ Figure จะถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized) บน Provenance Blockchain ซึ่งเป็น Public Blockchain ที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมการเงิน
DART (Digital Asset Registration Technology): เป็นนวัตกรรมที่เข้ามาแทนที่ระบบ MERS (Mortgage Electronic Registration Systems) เดิม DART ช่วยให้การจดทะเบียนสิทธิในสินทรัพย์และการโอนเปลี่ยนมือทำได้แบบ Real-time บนบล็อกเชน ลดต้นทุนการบริหารจัดการและเอกสารลงได้อย่างสิ้นเชิง

การวิเคราะห์ FIGR ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของตลาดที่อยู่อาศัยและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ได้ ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในช่วงปี 2025 และแนวโน้มปี 2026 ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวก (Tailwinds) ที่แข็งแกร่งสำหรับธุรกิจ HELOC
ภาวะเงินเฟ้อและการขาดแคลนอุปทานที่อยู่อาศัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาบ้านในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากรายงานของไตรมาส 2 ปี 2025 ระบุว่ามูลค่ารวมของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 49.3 ล้านล้านดอลลาร์
Tappable Equity: มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นในบ้าน (Home Equity) หรือส่วนต่างระหว่างราคาบ้านกับหนี้จำนองคงเหลือ พุ่งสูงถึง 35.8 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือแหล่งเงินทุนขนาดมหึมาที่ครัวเรือนอเมริกันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
สัดส่วนหนี้ต่อมูลค่า (LTV): สัดส่วน Equity อยู่ที่ 72.6% ของมูลค่าบ้าน ซึ่งหมายความว่าเจ้าของบ้านโดยเฉลี่ยมีหนี้สินเพียง 27.4% ของราคาบ้าน สถานะนี้สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ปล่อยกู้ HELOC อย่างมาก เพราะมีหลักประกันคุ้มมูลค่าหนี้ (Collateral Cushion) ในระดับสูง แม้ราคาบ้านจะปรับฐานลง 10-20% ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความคุ้มครองของหลักประกัน
หนึ่งในพลวัตที่สำคัญที่สุดของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือปรากฏการณ์ "Rate Lock-in Effect"
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ (ปี 2020-2021) ครัวเรือนจำนวนมากได้รีไฟแนนซ์บ้านไปที่อัตราดอกเบี้ย 2-3%
ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยจำนองในตลาด (ปี 2025) อยู่ที่ระดับ 6-7%
ผลกระทบ: เจ้าของบ้านไม่อยากขายบ้านเดิมเพื่อซื้อบ้านใหม่ เพราะจะต้องทิ้งสัญญาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแล้วไปกู้ใหม่ในอัตราที่แพงกว่ามาก สิ่งนี้ทำให้ปริมาณบ้านมือสองในตลาดลดลง (Inventory shortage)
ทางออกของผู้บริโภค: เมื่อไม่สามารถย้ายบ้านได้ แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินหรือต้องการขยายพื้นที่ใช้สอย การกู้สินเชื่อ HELOC (Home Equity Line of Credit) จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นการกู้เพิ่มในส่วนของวงเงินที่สอง (Second Lien) โดยไม่กระทบกับอัตราดอกเบี้ยต่ำของเงินกู้ก้อนแรก (First Mortgage)
Figure วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างแม่นยำ ด้วยผลิตภัณฑ์ HELOC ที่อนุมัติไวและดอกเบี้ยแข่งขันได้ ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่ม Prime ที่มีเครดิตดีและมี Equity ในบ้านสูง
แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มส่งสัญญาณหรือดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบ้างแล้วในช่วงปลายปี 2025 แต่การคาดการณ์จากสถาบันการเงินชั้นนำและ MBA บ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยจำนองจะยังคงอยู่ในกรอบ 6-6.5% ไปจนถึงปี 2026
สภาวะ "Higher-for-Longer" นี้ ยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของสมมติฐานการลงทุนใน HELOC เพราะหากดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็วกลับไปที่ 3-4% คนอาจจะหันกลับไปทำ Cash-out Refinance (รีไฟแนนซ์ก้อนใหญ่) แทน แต่ตราบใดที่ส่วนต่าง (Spread) ระหว่างดอกเบี้ยเก่าและดอกเบี้ยตลาดใหม่ยังกว้าง HELOC จะยังคงเป็นพระเอกในตลาดสินเชื่อ
ในส่วนนี้จะเจาะลึกถึงกลไกการทำงานของ Figure ที่ทำให้บริษัทแตกต่างจากสถาบันการเงินทั่วไป
กระบวนการขอสินเชื่อแบบดั้งเดิมเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ: การกรอกเอกสารซ้ำซ้อน, การตรวจสอบรายได้ด้วยคน, การรอผู้ประเมินราคาบ้านลงพื้นที่, และการจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งกินเวลาหลายสัปดาห์
กระบวนการของ Figure:
Digital Application: ลูกค้าสมัครผ่านแอปพลิเคชัน 100%
Automated Verification: ระบบเชื่อมต่อ API กับแหล่งข้อมูล (เช่น บัญชีธนาคาร, กรมสรรพากร) เพื่อยืนยันรายได้และหนี้สินทันที
Digital Valuation: ใช้ AVM (Automated Valuation Model) ประเมินราคาบ้านจาก Big Data แทนการส่งคนลงพื้นที่ (สำหรับวงเงินต่ำกว่า 400,000 ดอลลาร์)
E-Notary: ใช้ระบบทนายความออนไลน์ในการเซ็นสัญญา
Blockchain Recording: สัญญาและสิทธิในหลักประกันถูกบันทึกเป็น Digital Asset บน Provenance Blockchain
กระบวนการนี้ทำให้ Figure สามารถอนุมัติสินเชื่อได้ใน 5 นาที และโอนเงินได้ใน 5 วัน ซึ่งเร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Rocket Mortgage หรือธนาคารใหญ่อย่างมหาศาล
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดจากการวิจัยคือส่วนต่างของต้นทุนการผลิตสินเชื่อ:
ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (MBA): ~11,230 ดอลลาร์ต่อสัญญา ต้นทุนนี้รวมถึงค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย, ค่าดำเนินการ Back-office, และค่าธรรมเนียมระบบต่างๆ
Figure Technology Solutions: ~730 ดอลลาร์ต่อสัญญา
นัยสำคัญเชิงวิเคราะห์: ส่วนต่างกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อสัญญานี้ คือกำไรส่วนเพิ่ม (Excess Margin) ที่ Figure สามารถเลือกได้ว่าจะ:
เก็บเป็นกำไรสุทธิ (Net Profit)
ใช้ลดดอกเบี้ยเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด (Price War capability)
ใช้ลงทุนในการตลาดและการวิจัย (Reinvestment)
นี่คือความได้เปรียบที่ยั่งยืน (Sustainable Moat) เพราะคู่แข่งไม่สามารถลดต้นทุนลงมาในระดับนี้ได้หากไม่รื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Legacy Systems) ทั้งหมดแล้วเปลี่ยนมาใช้บล็อกเชน ซึ่งเป็นเรื่องยากและใช้ต้นทุนสูงสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
Figure Connect ทำหน้าที่คล้ายกับ "Uber" สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย มันจับคู่ความต้องการเงินกู้กับนักลงทุน
กลไก: เมื่อสินเชื่อถูกอนุมัติและบันทึกบนบล็อกเชน สินทรัพย์นั้นจะถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Asset) และเสนอขายในตลาด Figure Connect ทันที
ผู้ซื้อ (Investors): กองทุนบำเหน็จบำนาญ, บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Managers), และธนาคาร ที่ต้องการผลตอบแทนจากดอกเบี้ย HELOC
ประโยชน์: Figure ได้รับค่าธรรมเนียมการขาย (Gain on Sale) และค่าธรรมเนียมการบริหารสินเชื่อ (Servicing Fee) โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ระยะยาว และไม่ต้องดำรงเงินกองทุนจำนวนมาก (Capital Efficient) ในไตรมาส 3/2025 ปริมาณธุรกรรมผ่านช่องทางนี้สูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากธุรกิจสินเชื่อ Figure กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดทุนผ่าน "Democratized Prime" และหุ้นบล็อกเชน
ในโลกการเงินดั้งเดิม บริการ Prime Brokerage (การให้กู้ยืมหลักทรัพย์เพื่อทำ Short sell หรือการให้วงเงิน Margin) ถูกผูกขาดโดยธนาคารยักษ์ใหญ่ (เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley) ซึ่งทำกำไรมหาศาลจากส่วนต่างดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โปร่งใสน้อย
แนวคิด: Democratized Prime ของ Figure ใช้บล็อกเชนเพื่อสร้างตลาดที่โปร่งใสและเป็นกลาง (Decentralized & Peer-to-Peer)
วิธีการทำงาน:
ผู้ที่มีสินทรัพย์ (เช่น Bitcoin, Ethereum, หรือหุ้น Blockchain Stock) สามารถนำมาวางค้ำประกันเพื่อขอมาร์จิ้น
ผู้ที่มีเงินสด (Stablecoin) หรือหลักทรัพย์ สามารถนำมาปล่อยกู้ (Lend) เพื่อรับดอกเบี้ย
ระบบ Smart Contract จะจับคู่คำสั่งและคำนวณอัตราดอกเบี้ยตามอุปสงค์อุปทานจริง (Market Clearing Rate) โดยไม่มีตัวกลางกินส่วนต่าง
ศักยภาพ: หาก Figure สามารถดึงดูดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบนี้ได้ จะเป็นการเปิดแหล่งรายได้ใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาลและมีความยั่งยืน (Recurring Revenue) จากธุรกรรมทางการเงิน
ในเดือนพฤศจิกายน 2025 Figure ได้ยื่นไฟลิ่ง S-1 ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญซีรีส์ A ที่เป็น "Blockchain-Native"
ความแตกต่าง: หุ้นนี้ไม่ได้ฝากไว้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (DTCC) เหมือนหุ้นทั่วไป แต่ถูกบันทึกโดยตรงบน Provenance Blockchain
การซื้อขาย: เทรดบนกระดาน Figure ATS (Alternative Trading System) ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
การชำระราคา (Settlement): ใช้ Stablecoin ($YLDS) ในการชำระราคาแบบทันที (Instant Settlement) ลดความเสี่ยงในการผิดนัดส่งมอบ (Counterparty Risk) และลดระยะเวลาจาก T+1 เหลือ T+0
นัยสำคัญ: นี่คือการสาธิต (Proof of Concept) ครั้งสำคัญ หาก Figure ทำสำเร็จและหุ้นมีสภาพคล่อง จะเป็นกรณีศึกษาที่ดึงดูดให้บริษัทอื่นๆ สนใจนำหุ้นมาจดทะเบียนในรูปแบบนี้ ซึ่งจะสร้าง Network Effect ให้กับระบบนิเวศของ Figure และ Provenance Blockchain
ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2025) เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าโมเดลธุรกิจของ Figure ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สามารถทำกำไรได้จริงและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
รายได้สุทธิ (Net Revenue)
Q3 2024: $101.0M
Q3 2025: $156.4M
เปลี่ยนแปลง YoY: +55%
กำไรสุทธิ (Net Income)
Q3 2024: $27.4M
Q3 2025: $89.8M
เปลี่ยนแปลง YoY: +227%
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (EPS – Basic)
Q3 2024: $0.09
Q3 2025: $0.42
เปลี่ยนแปลง YoY: +367%
Adjusted EBITDA
Q3 2024: $49.3M (ประมาณการ)
Q3 2025: $86.4M
เปลี่ยนแปลง YoY: +75%
Adjusted EBITDA Margin
Q3 2024: 44.9%
Q3 2025: 55.4%
เปลี่ยนแปลง YoY: +10.5 จุด
บทวิเคราะห์เชิงลึก:
Operating Leverage ที่ทรงพลัง: การที่กำไรสุทธิ (+227%) เติบโตเร็วกว่ารายได้ (+55%) ถึง 4 เท่าตัว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงสร้างต้นทุนคงที่ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนส่วนเพิ่มแทบจะไม่มี (Marginal Cost near zero) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของธุรกิจแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
คุณภาพของรายได้: รายได้ส่วนใหญ่มาจากการผลิตสินเชื่อและค่าธรรมเนียมผ่าน Figure Connect ซึ่งเป็นรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee-based) ที่มีความผันผวนน้อยกว่ารายได้จากการเทรดหรือเก็งกำไรสินทรัพย์ดิจิทัล
EBITDA Margin 55%: ตัวเลขนี้สูงกว่าธนาคารทั่วไป (ซึ่งอยู่ที่ 30-40%) และสูงกว่า Fintech คู่แข่งอย่าง SoFi หรือ LendingClub อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความได้เปรียบด้านต้นทุนที่แท้จริง
ภายหลังการ IPO ในเดือนกันยายน 2025 บริษัทระดมทุนได้สุทธิประมาณ 663 ล้านดอลลาร์
เงินสดในมือ: บริษัทมีสถานะเงินสดที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน เงินสดนี้สามารถนำไปใช้เพื่อ:
ขยายวงเงินสินเชื่อ (Warehouse Lines) เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น
ลงทุนใน R&D เพื่อพัฒนาระบบ Democratized Prime
ซื้อกิจการ (M&A) เพื่อเสริมทัพพันธมิตรหรือเทคโนโลยี
ความเสี่ยงด้านหนี้สิน: เนื่องจากบริษัทใช้โมเดล Originate-to-Distribute หนี้สินส่วนใหญ่ในงบดุลจึงเป็นหนี้ระยะสั้นที่รอการขายออก (Warehouse financing) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าหนี้ระยะยาว
Figure ดำเนินธุรกิจในน่านน้ำที่มีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นดั้งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่
จุดเด่นหลัก (Key Strengths)
Figure (FIGR): Blockchain, ความเร็ว HELOC
Rocket Mortgage (RKT): ส่วนแบ่งตลาด, แบรนด์แข็งแรง
SoFi (SOFI): เป็นสถาบันการเงินแบบครบวงจร (Full-service Banking)
ความเร็วอนุมัติ (Approval Speed)
Figure: 5–10 วัน
Rocket Mortgage: 20–30 วัน
SoFi: 20–30 วัน
ต้นทุนการผลิตต่อสินเชื่อ (Manufacturing Cost per Loan)
Figure: ประมาณ $730 ต่อสินเชื่อ
Rocket Mortgage: ประมาณ $8,000–$9,000
SoFi: ไม่มีตัวเลขระบุ (คาดว่าสูงกว่า Figure)
EBITDA Margin
Figure: 55%
Rocket Mortgage: ประมาณ 20–30%
SoFi: ประมาณ 20–30%
โมเดลธุรกิจ (Business Model)
Figure: Asset-Light Marketplace
Rocket Mortgage: Volume-driven
SoFi: Bank Balance Sheet
Rocket Mortgage: เป็นยักษ์ใหญ่ที่มีงบการตลาดมหาศาล แต่เทคโนโลยีเบื้องหลังยังเป็นระบบ Centralized แบบเดิม ทำให้มีต้นทุนพนักงานและสำนักงานสูงกว่า Figure มาก
SoFi: มุ่งเน้นการเป็นธนาคารครบวงจร (One-stop shop) ซึ่งดีในการรักษาฐานลูกค้า แต่ในแง่ของประสิทธิภาพกระบวนการสินเชื่อเฉพาะด้าน (Specialized Lending) Figure ยังมีความคล่องตัวกว่า
ธนาคารใหญ่ (เช่น JPMorgan, Wells Fargo) มีต้นทุนเงินฝากที่ต่ำ (Low Cost of Funds) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเดียวที่เหนือกว่า Figure แต่ธนาคารเหล่านี้มีระบบ Legacy System ที่ล้าสมัย กระบวนการอนุมัติสินเชื่อบ้านใช้เวลานานและยุ่งยาก
กลยุทธ์ของ Figure: แทนที่จะแข่งกับธนาคารโดยตรง Figure เปิดโอกาสให้ธนาคารมาเป็น "Partner" โดยใช้เทคโนโลยีของ Figure (White-label) ในการให้บริการลูกค้าธนาคารเอง หรือให้ธนาคารมาเป็นผู้ซื้อสินเชื่อใน Figure Connect วิธีนี้เปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นคู่ค้า

ราคาหุ้น FIGR มีการซื้อขายที่ระดับประมาณ 42.21 ดอลลาร์ (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2025) การประเมินมูลค่าของ FIGR เป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากลักษณะธุรกิจที่เป็นลูกผสม (Hybrid) ระหว่างการเงินและเทคโนโลยี
P/E Ratio: อยู่ที่ระดับ 134x ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (Sector Average ~15x) และ Fintech Peers (~20-40x)
มุมมองเชิงลึก: ค่า P/E ที่สูงสะท้อนถึงความคาดหวังการเติบโตของกำไรในอนาคต (Growth Premium) นักลงทุนมอง FIGR เทียบเท่ากับบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง (High Growth Tech) มากกว่าสถาบันการเงิน หากพิจารณาค่า PEG (Price/Earnings-to-Growth) โดยใช้การเติบโตของกำไร 227% ค่า PEG จะต่ำกว่า 1 ซึ่งบ่งชี้ว่าหุ้นอาจจะ "Undervalued" เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำมีมุมมองเชิงบวกต่อ FIGR:
คำแนะนำ: ส่วนใหญ่แนะนำ "ซื้อ" (Buy/Outperform)
ราคาเป้าหมาย (Price Targets):
Mizuho: $56.00
Piper Sandler: $55.00
Goldman Sachs: $50.00
ค่าเฉลี่ย (Consensus): ~$49.88
Upside: จากราคาปัจจุบันที่ ~$42 มีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside Potential) ประมาณ 18-30% ตามเป้าหมายของนักวิเคราะห์
การลงทุนใน FIGR ไม่ปราศจากความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงเฉพาะตัวที่เกี่ยวข้องกับโมเดลธุรกิจใหม่
นี่คือความเสี่ยงอันดับหนึ่ง การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การจับตามองอย่างเข้มงวดของ ก.ล.ต. (SEC)
Crypto Stance: หาก SEC มีนโยบายที่เข้มงวดขึ้น หรือมองว่า $YLDS Stablecoin เป็นหลักทรัพย์ที่ผิดกฎหมาย หรือไม่อนุญาตให้ใช้บล็อกเชนในการจดทะเบียนหลักทรัพย์ อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจ Democratized Prime และ Blockchain Stock อย่างรุนแรง
บริบทสำหรับนักลงทุนไทย: กฎระเบียบของไทยและสหรัฐฯ มีความแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักลงทุนไทยอาจติดตามข่าวสารได้ช้ากว่า (Information Asymmetry)
หากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและราคาบ้านลดลงอย่างมาก มูลค่าหลักประกันของ HELOC จะลดลง แม้ปัจจุบัน LTV จะต่ำ แต่ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) จะเพิ่มขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจาก Fed New York ระบุว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของ HELOC เริ่มขยับขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3/2025 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้วย P/E ที่สูงกว่า 130 เท่า ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวสูงต่อข่าวร้าย หรือการพลาดเป้าหมายผลประกอบการเพียงเล็กน้อย (Earnings Miss) หากการเติบโตชะลอตัวลง ตลาดอาจปรับลด Multiple ลงอย่างรวดเร็ว (De-rating) ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงได้
การพึ่งพา Provenance Blockchain เป็นจุดเดียวของความล้มเหลว (Single Point of Failure) หากบล็อกเชนล่ม ถูกโจมตี หรือมีบั๊กใน Smart Contracts อาจทำให้ธุรกรรมหยุดชะงักและสูญเสียความเชื่อมั่น
คำแนะนำ: "ทยอยสะสมเพื่อการเติบโตระยะยาว" (Accumulate for Long-Term Growth)
Figure Technology Solutions (FIGR) นำเสนอโอกาสการลงทุนที่หาได้ยากในการผสมผสานระหว่าง "ความมั่นคงของสินเชื่อที่มีหลักประกัน" และ "ศักยภาพการเติบโตแบบ Exponential ของบล็อกเชน"
เหตุผลสนับสนุน (Bull Case Thesis):
ผู้นำต้นทุนต่ำ: ความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ 730 ดอลลาร์ต่อสินเชื่อ เป็น Moat ที่แข็งแกร่งและยากจะถูกทำลาย
Product-Market Fit ที่สมบูรณ์แบบ: HELOC คือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคดอกเบี้ยขาขึ้นและราคาบ้านสูง
S-Curve ใหม่: Democratized Prime และ Blockchain Stock คือ Option ที่มีมูลค่ามหาศาลหากทำสำเร็จ
ผลประกอบการพิสูจน์แล้ว: บริษัททำกำไรได้จริงและมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ไม่ใช่บริษัทเผาเงิน
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน:
ระยะเวลาการลงทุน: ควรมองภาพระยะยาว 3-5 ปี เพื่อให้เวลาเทคโนโลยีและกฎระเบียบได้รับการยอมรับในวงกว้าง
การเข้าซื้อ: แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Dollar Cost Averaging (DCA) หรือรอจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) เนื่องจากความผันผวนของราคาหุ้นที่สูง
การติดตาม: ควรติดตามผลประกอบการรายไตรมาส โดยเฉพาะตัวเลข EBITDA Margin และปริมาณธุรกรรมใน Figure Connect รวมถึงพัฒนาการด้านกฎระเบียบ Crypto ในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
Figure Technology Solutions ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทสินเชื่อ แต่คือนักบุกเบิกที่กำลังสร้าง "ถนนสายใหม่" ให้กับโลกการเงิน สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในอนาคตที่การเงินจะอยู่บนบล็อกเชน FIGR คือยานพาหนะที่น่าสนใจที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ เวลานี้
คำเตือนเนื้อหาในบทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำในการลงทุน หรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความคิดเห็นส่วนบุคคลและการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเท่านั้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินต้นได้ ผู้อ่านทุกท่านควรทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง (Do Your Own Research) และ/หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องหรือครบถ้วนของข้อมูล และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้

Admin