กรุณารอสักครู่

หากพูดถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงย่อมหนีไม่พ้น SpaceX ของ Elon Musk แต่ปัญหาคือ SpaceX ยังไม่ใช่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (Private Company) ทำให้นักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ ไม่สามารถเข้าไปเป็นเจ้าของได้
คำถามที่ตามมาคือ "แล้วมีบริษัทไหนบ้างในตลาดหุ้น ที่มีศักยภาพพอจะเป็น 'SpaceX รายต่อไป'?"
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในปี 2025 นี้ ชี้ไปที่บริษัทเดียว: Rocket Lab USA, Inc. (RKLB)
วันนี้ผมจะพาเพื่อนนักลงทุนไปแกะงบ เจาะลึกโมเดลธุรกิจ และวิเคราะห์อนาคตของ Rocket Lab แบบบรรทัดต่อบรรทัด ว่าทำไมบริษัทจากนิวซีแลนด์รายนี้ถึงกลายมาเป็น "ความหวังใหม่" ของสหรัฐฯ และทำไมราคาหุ้นถึงพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจเคาะขวา
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ Rocket Lab ไม่ใช่แค่บริษัท "รับจ้างปล่อยจรวด" อีกต่อไป
ในช่วงแรกของการก่อตั้งโดย Sir Peter Beck (วิศวกรอัจฉริยะที่ไม่ได้จบปริญญาแต่สร้างจรวดได้) บริษัทเน้นที่การสร้างจรวดขนาดเล็กชื่อ Electron เพื่อส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นสู่วงโคจร แต่ Beck รู้ดีว่าธุรกิจปล่อยจรวด (Launch Business) นั้นมีกำไรบางเฉียบและมีความเสี่ยงสูง
โมเดลธุรกิจในปี 2025 ของ Rocket Lab จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยแบ่งออกเป็น 2 เสาหลัก:
พระเอกคือจรวด Electron ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่งจรวดที่มีความถี่ในการปล่อยสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ รองจาก Falcon 9 ของ SpaceX เท่านั้น จุดเด่นของ Electron ไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด (ถ้าเทียบต่อกิโลกรัม SpaceX ถูกกว่ามาก) แต่คือ "ความพรีเมียม"
Electron เปรียบเสมือน "แท็กซี่ส่วนตัว" (Private Taxi) ที่ลูกค้ากำหนดเวลาและเส้นทางได้ ในขณะที่ SpaceX เปรียบเหมือน "รถเมล์" (Bus) ที่ต้องรอรอบและไปตามเส้นทางหลัก ความแตกต่างนี้ทำให้ Rocket Lab สามารถคิดค่าบริการที่แพงกว่า (Premium Pricing) ได้ โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ต้องการความเร่งด่วน เช่น กองทัพสหรัฐฯ หรือโครงการความมั่นคง
ล่าสุดในปี 2025 Rocket Lab ได้เปิดตัวบริการ HASTE (Hypersonic Accelerator Suborbital Test Electron) ซึ่งเป็นการดัดแปลงจรวด Electron เพื่อใช้ทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic) ให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ซึ่งเป็นตลาดที่มีงบประมาณมหาศาลและคู่แข่งน้อยราย
นี่คือ "ขุมทรัพย์" ที่แท้จริง รายได้จากส่วนนี้เติบโตจนแซงหน้าธุรกิจปล่อยจรวดไปแล้วในบางไตรมาส Rocket Lab ไม่ได้รับแค่ส่งดาวเทียม แต่พวกเขารับ "สร้างดาวเทียม" ด้วย
ผ่านการไล่ซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Acquisitions) ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เช่น:
Sinclair Interplanetary: ผลิต Reaction Wheels (ตัวควบคุมทิศทางดาวเทียม)
SolAero: ผลิตแผงโซลาร์เซลล์สำหรับอวกาศ (Solar Panels)
Advanced Solutions (ASI): ซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน
และล่าสุดปี 2025 กับการซื้อ GEOST: ผู้ผลิตเซนเซอร์ความละเอียดสูงสำหรับตรวจจับขีปนาวุธ
การมีชิ้นส่วนเหล่านี้ในมือทำให้ Rocket Lab สามารถสร้าง "Photon" ซึ่งเป็นตัวถังดาวเทียม (Satellite Bus) สำเร็จรูป ลูกค้าเพียงแค่เอาเซนเซอร์หรือกล้องมาแปะ ก็พร้อมยิงขึ้นฟ้าได้เลย การทำแบบ Vertical Integration (ทำเองทุกอย่างตั้งแต่หัวจรวดยันน็อต) ทำให้ Rocket Lab คุมต้นทุนและเวลาได้ดีกว่าคู่แข่งอย่างมหาศาล และก้าวขึ้นสู่สถานะ "Space Prime" หรือผู้รับเหมาหลักทางอวกาศอย่างเต็มตัว
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา Rocket Lab ประกาศงบไตรมาส 3 ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับตลาด Wall Street อย่างมาก นี่คือไฮไลท์สำคัญ:
รายได้ (Revenue): แตะระดับ 155 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High)
กำไรขั้นต้น (Gross Margin): กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 37% (GAAP) ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันบ่งบอกว่าบริษัทเริ่มมี Economies of Scale (การประหยัดต่อขนาด) ยิ่งผลิตเยอะ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งถูกลง และเริ่มมีอำนาจในการกำหนดราคา
เงินสดในมือ (Cash Position): บริษัทมีเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (จากการระดมทุนเพิ่มและการบริหารจัดการ) ซึ่งเป็น "ป้อมปราการ" ที่สำคัญมากในการรองรับการลงทุนสร้างจรวดรุ่นใหม่
Backlog (ยอดจองรอส่งมอบ): สูงถึง 1,050 ล้านดอลลาร์ การที่มีลูกค้าจองคิวยาวขนาดนี้ ทำให้รายได้ในอนาคตมีความแน่นอนสูง
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคง "ขาดทุนสุทธิ" (Net Loss) อยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบริษัทที่กำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนา (R&D) จรวดรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่นักลงทุนมองคือ "ทิศทาง" ของการขาดทุนที่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับรายได้
หาก Electron คือแท็กซี่ "Neutron" ก็คือรถบรรทุกหัวลากที่ทันสมัยที่สุด
Neutron คือจรวดขนาดกลางรุ่นใหม่ของ Rocket Lab ที่ออกแบบมาให้ "นำกลับมาใช้ซ้ำได้" (Reusable) เพื่อท้าชนกับ Falcon 9 ของ SpaceX โดยตรง โดยมุ่งเน้นที่ตลาดการปล่อยกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ต (Mega Constellations) ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์
ข่าวร้าย: ในการแถลงผลประกอบการล่าสุด CEO Peter Beck ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า กำหนดการปล่อย Neutron ครั้งแรกจะเลื่อนจากปลายปี 2025 ไปเป็น ไตรมาสที่ 1 ปี 2026
มุมมองวิเคราะห์: การเลื่อนครั้งนี้ แม้จะน่าผิดหวังในระยะสั้น แต่เป็น "ผลดีในระยะยาว" Beck ให้เหตุผลว่า "เราไม่อยากเรียนรู้ความผิดพลาดตอนที่จรวดระเบิดกลางอากาศ เราอยากเรียนรู้ให้จบบนภาคพื้นดิน" การเลื่อนเพื่อทดสอบระบบให้มั่นใจ (De-risk) ดีกว่าการรีบปล่อยแล้วล้มเหลว ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้าและราคาหุ้นมหาศาล (ดูตัวอย่างความล้มเหลวของ Astra หรือ Virgin Orbit เป็นบทเรียน)
หาก Neutron ทำสำเร็จในปี 2026 Rocket Lab จะมีอาวุธครบมือ ทั้งจรวดเล็ก (Electron) จรวดกลาง (Neutron) และโรงงานผลิตดาวเทียม (Space Systems) ทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดของ SpaceX
ทำไมหุ้นกลุ่ม Defense & Space ถึงร้อนแรง? คำตอบอยู่ที่ภูมิรัฐศาสตร์โลก
ภายใต้นโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ (ซึ่งบางสื่อเรียกว่ายุคทรัมป์ 2.0 หรือนโยบาย Golden Dome) มีการผลักดันให้สร้าง "โดมป้องกันขีปนาวุธ" ที่ครอบคลุมพื้นที่สหรัฐฯ ทั้งหมด โดยใช้เครือข่ายดาวเทียมหลายร้อยดวงในวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อตรวจจับขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงจากจีนหรือรัสเซีย
นี่คือเข้าทาง Rocket Lab เต็มๆ:
กองทัพต้องการดาวเทียมจำนวนมาก -> Rocket Lab ผลิตดาวเทียมได้ (Photon)
ดาวเทียมต้องมีเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน -> Rocket Lab เพิ่งซื้อ GEOST ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มา
ต้องปล่อยดาวเทียมขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว -> Rocket Lab มีบริการ Responsive Launch
การเปลี่ยนผ่านจากดาวเทียมขนาดใหญ่ไม่กี่ดวง มาเป็นดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมาก (Proliferated LEO Architecture) คือลมใต้ปีกที่ทรงพลังที่สุดที่จะพยุงรายได้ของ Rocket Lab ไปอีก 10 ปีข้างหน้า
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกอย่างดูสวยหรูไปหมด แต่ในฐานะนักลงทุน เราต้องมองโลกตามความเป็นจริง
1. ราคาหุ้นแพงหูฉีก (Valuation is Rich) ปัจจุบัน Rocket Lab เทรดอยู่ที่ P/S Ratio (Price-to-Sales) ประมาณ 40 เท่า! นี่คือระดับความแพงที่สูงกว่าหุ้นเทคโนโลยีทั่วไปมาก และแพงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันแบบคนละเรื่อง (เช่น Redwire หรือ Spire Global เทรดกันที่ 2-5 เท่า) การที่ตลาดให้ค่า Premium ขนาดนี้ แปลว่าราคาหุ้นได้ "รวมความคาดหวัง" ของความสำเร็จในอนาคต (Neutron ต้องบินได้, สัญญา Golden Dome ต้องมา) ไปมากแล้ว หากเกิดความผิดพลาดเพียงนิดเดียว ราคาหุ้นพร้อมที่จะถูกเทขายอย่างรุนแรง (Correction)
2. เงินสด vs การเผาเงิน (Cash Burn) การพัฒนา Neutron ต้องใช้เงินมหาศาล แม้จะมีเงินสด 1 พันล้านดอลลาร์ แต่หากโครงการล่าช้าลากยาวไปถึงปี 2027 หรือ 2028 เงินสดนี้อาจละลายหายไปจนต้องมีการ "เพิ่มทุน" (Dilution) ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นของผู้ถือเดิมลดลง
3. คู่แข่งที่ไม่ธรรมดา SpaceX ยังคงเป็นเบอร์ 1 ที่แข็งแกร่งมาก หาก SpaceX ตัดสินใจทำสงครามราคา (Price War) ลดค่าบริการ Transporter ลงมาต่ำกว่า $2,000/kg โมเดลธุรกิจของ Neutron อาจสั่นคลอนได้ นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Firefly Aerospace ที่เริ่มทำผลงานได้ดีและกำลังแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กจากกองทัพสหรัฐฯ เช่นกัน
Rocket Lab (RKLB) ในปี 2025 คือบริษัทที่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาบริษัทอวกาศในตลาดหุ้น พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง (Execution) ไม่ใช่แค่ขายฝัน ผู้บริหารอย่าง Peter Beck มีความมุ่งมั่นและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเทียบเคียงได้กับ Elon Musk
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน:
สำหรับสายซิ่ง (Short-term): ราคาปัจจุบันค่อนข้างตึงตัวและ Overbought การเข้าซื้อตอนนี้เหมือนการวิ่งตัดหน้ารถสิบล้อ ควรรอจังหวะย่อตัว (Pullback) แรงๆ จากข่าวความล่าช้า หรือสภาวะตลาดรวม แล้วค่อยเข้าเก็งกำไร
สำหรับสายลงทุนระยะยาว (Long-term Investor - 5 ปี+): นี่คือหุ้นที่คุณ "ต้องมี" ในพอร์ต หากคุณเชื่อในธีม Space Economy แต่ด้วย Valuation ที่สูงลิ่ว กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ DCA (Dollar Cost Average) ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว และจำกัดสัดส่วนพอร์ตไม่ให้เกิน 3-5% เพื่อบริหารความเสี่ยง
Verdict: Rocket Lab คือ "ของจริง" ในอุตสาหกรรมลวงตา มันคือว่าที่ SpaceX เบอร์ 2 ที่ชัดเจนที่สุด แต่หนทางสู่ดวงดาวนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความผันผวนคือเพื่อนของคุณ จงใช้มันให้เป็นประโยชน์
อนาคตของมนุษยชาติอยู่ในอวกาศ และ Rocket Lab กำลังสร้างบันไดเพื่อพาเราไปที่นั่น... ปัญหาคือ บันไดขั้นนี้ราคาตั๋วแพงหน่อย คุณกล้าจ่ายไหม?
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและงบการเงินฉบับเต็มจาก 10-K/10-Q ก่อนตัดสินใจ
คำเตือนเนื้อหาในบทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำในการลงทุน หรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความคิดเห็นส่วนบุคคลและการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเท่านั้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินต้นได้ ผู้อ่านทุกท่านควรทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง (Do Your Own Research) และ/หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องหรือครบถ้วนของข้อมูล และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้

Admin