กรุณารอสักครู่

ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 ของ Sezzle (SEZL) สร้างความฮือฮาให้กับตลาดไม่น้อย ด้วยรายได้ที่โตระเบิดถึง 67% และกำไรสุทธิที่พุ่งกระฉูด แต่ภายใต้ตัวเลขที่สวยหรู มีไส้ในที่นักลงทุนต้องแกะดูให้ละเอียด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทิศทาง "ป้อมปราการ" (Moat) ของบริษัท พร้อมสรุป 5 สัญญาณบวก ที่ทำให้หุ้นนี้น่าสนใจ และ 3 สัญญาณเตือน ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทิศทางความได้เปรียบในการแข่งขัน (Moat) ของ Sezzle กำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน (Widening)
เปลี่ยนจุดโฟกัส: ในอดีต ธุรกิจ BNPL (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) แข่งกันที่การหาพาร์ทเนอร์ร้านค้า (Merchant) แต่ Sezzle กำลังฉีกหนีด้วยการสร้างฐาน "ผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก" (Subscription)
อำนาจอยู่ในมือผู้ใช้: ด้วยบริการ "Sezzle Anywhere" ลูกค้าสามารถใช้ Sezzle จ่ายเงินที่ไหนก็ได้ (แม้ร้านนั้นจะไม่ได้รับ Sezzle โดยตรง) ผ่าน Virtual Card ทำให้บริษัทลดการพึ่งพาร้านค้าขนาดใหญ่ลง
กับดักความหนืด (Lock-in): ฟีเจอร์สร้างเครดิต (Credit Builder) ทำให้ลูกค้าไม่กล้าย้ายหนี เพราะการใช้ Sezzle ช่วยเพิ่มคะแนนเครดิตจริงๆ ซึ่งต่างจากแอปผ่อนของทั่วไป
นี่คือ 5 ปัจจัยที่ยืนยันว่า Sezzle กำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพ:
อำนาจการตั้งราคาที่เหนือชั้น (Take Rate 11.2%):
ในขณะที่คู่แข่งได้ค่าธรรมเนียมเพียง 3-6% แต่ Sezzle สามารถทำรายได้ถึง 11.2% จากยอดขายรวม (GMV) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าลูกค้า "ยอมจ่าย" ค่าสมาชิกและค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับบริการ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโปรดักต์มีคุณค่าจริง (Pricing Power)
กำไรบรรทัดสุดท้ายของจริง (GAAP Profitability):
ไม่ใช่แค่กำไรทางบัญชีแบบแต่งตัวสวย (Adjusted EBITDA) แต่เป็นกำไรสุทธิ (Net Income) ที่โตถึง 72.7% คิดเป็น Net Margin ถึง 22.8% การที่บริษัทโตระดับ 67% พร้อมกับกำไรระดับนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในกลุ่ม Fintech (เข้าข่าย Rule of 40 สบายๆ)
เครื่องจักรผลิตเงินสดแบบรายเดือน (MODS Growth):
ยอดผู้ใช้งานรายเดือนและสมาชิก (MODS) แตะระดับ 784,000 ราย (+48% YoY) นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะมันเปลี่ยนรายได้จากการ "ลุ้นยอดขายตามเทศกาล" ให้กลายเป็น "รายได้ประจำที่มั่นคง" (Recurring Revenue)
ใช้ AI ลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ:
รายได้โต 67% แต่ต้นทุนดำเนินงานที่ไม่ใช่ธุรกรรมกลับลดลงเหลือ 27.1% ของรายได้ (จากเดิม 30%) ผู้บริหารระบุชัดเจนว่าการใช้ AI Chatbot เข้ามาช่วยงานซัพพอร์ต ทำให้บริษัทขยายตัวได้โดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่มในอัตราส่วนเท่ากัน
กระสุนดินดำพร้อมรบ (Liquidity):
การขยายวงเงินสินเชื่อเป็น 225 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอสำหรับปล่อยกู้ในช่วงพีคของ Q4 โดยไม่ต้องเพิ่มทุนหรือกู้เงินดอกเบี้ยโหดเพิ่ม
แม้ภาพรวมจะดูดี แต่มี "จุดเปราะบาง" ที่นักลงทุนห้ามมองข้ามเด็ดขาด:
การ์ดตกเพื่อแลกการเติบโต (Credit Provisions Spike):
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด ในไตรมาสนี้บริษัทตั้งสำรองหนี้เสียพุ่งขึ้นไปถึง 3.1% ของยอดขายรวม (GMV) และคิดเป็น 27.6% ของรายได้ ผู้บริหารยอมรับว่าตั้งใจลดมาตรฐานการปล่อยกู้ลงเพื่อดึงลูกค้าใหม่ แม้จะยังทำกำไรได้ แต่ถ้าเศรษฐกิจสะดุด และหนี้เสียพุ่งเกิน 4% กำไรที่เห็นอาจหายวับไปกับตา (จุดนี้ทำให้นักลงทุนสายระมัดระวังเริ่มขายทำกำไรบางส่วน หรือ Trim พอร์ต)
ศึกช้างชนช้างกับ Shopify:
Sezzle กำลังฟ้องร้อง Shopify ในข้อหากีดกันทางการค้า หากชนะจะเป็นผลดีมหาศาล แต่หากแพ้และโดน Shopify ตัดออกจากระบบ (De-platform) จะกระทบยอดขายทันที แม้จะมีพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง BigCommerce มาช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ Shopify ก็ยังเป็นยักษ์ใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Junk Fees):
รายได้มหาศาลของ Sezzle มาจากค่าธรรมเนียมต่างๆ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง CFPB (ในสหรัฐฯ) กำลังจ้องเล่นงานเรื่องค่าธรรมเนียมแอบแฝง หากมีการออกกฎควบคุมเพดานค่าธรรมเนียม โมเดลการทำกำไรระดับ 11% อาจสั่นคลอนได้
Sezzle ในไตรมาส 3 ปี 2025 พิสูจน์แล้วว่าโมเดลธุรกิจแข็งแกร่งและทำกำไรได้จริง การเปลี่ยนจากแค่ "ปล่อยกู้" มาเป็น "Subscription Fintech" คือกลยุทธ์ที่ฉลาดล้ำ
อย่างไรก็ตาม "สัญญาณเตือนเรื่องหนี้เสีย" (Credit Provision) ที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องระมัดระวัง สำหรับใครที่มีหุ้นอยู่ การพิจารณา "ขายทำกำไรบางส่วน" (Trim) เพื่อลดความเสี่ยงตามตารางประเมินผลงาน (Trim Criteria) อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย จนกว่าเราจะเห็นตัวเลขหนี้เสียเริ่มนิ่งในไตรมาสถัดไปครับ
คำเตือนเนื้อหาในบทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำในการลงทุน หรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความคิดเห็นส่วนบุคคลและการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเท่านั้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินต้นได้ ผู้อ่านทุกท่านควรทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง (Do Your Own Research) และ/หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องหรือครบถ้วนของข้อมูล และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้

Admin